ภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value Added Tax: VAT) เป็นภาษีทางอ้อมที่เรียกเก็บจากการขายสินค้าหรือให้บริการในประเทศไทย ในอัตราปกติ 7% ผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มมีหน้าที่เก็บภาษีจากลูกค้าและนำส่งสรรพากรในแต่ละเดือน บทความนี้จะอธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ ครับ

1. ใครบ้างต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

  • ผู้ประกอบการที่มีรายได้จากการขายสินค้าหรือให้บริการเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
  • ผู้ประกอบการที่อยากขอคืนภาษีซื้อ (เช่น VAT จากการซื้อวัตถุดิบ) อาจสมัครใจจดทะเบียนได้ แม้รายได้ยังไม่ถึงเกณฑ์
  • ยื่นคำขอจดทะเบียน (แบบ ภพ.01) ได้ภายใน 30 วันนับแต่มีรายได้ถึงเกณฑ์

2. ภาษีขายและภาษีซื้อคืออะไร

ภาษีขาย คือ VAT ที่เราเรียกเก็บจากลูกค้าเมื่อขายสินค้า/บริการ (ราคาสินค้าบวก VAT 7%) ส่วน ภาษีซื้อ คือ VAT ที่เราจ่ายเมื่อซื้อสินค้าหรือบริการมาใช้ในกิจการ โดยต้องมีใบกำกับภาษีที่ถูกต้องตามกฎหมาย

ภาษีที่ต้องนำส่งสรรพากรต่อเดือน = ภาษีขาย − ภาษีซื้อ

ตัวอย่าง: เดือนนี้ขายสินค้าได้ 100,000 บาท มีภาษีขาย 7,000 บาท ซื้อวัตถุดิบพร้อมใบกำกับภาษีมีภาษีซื้อ 4,000 บาท → ต้องนำส่งภาษี 7,000 − 4,000 = 3,000 บาท (ถ้าภาษีซื้อมากกว่า จะเป็นภาษีที่ขอคืนได้)

3. ยื่นแบบ ภพ.30 อย่างไรให้ไม่พลาด

  • ยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นรายเดือน ผ่านแบบ ภพ.30
  • ยื่นภายใน วันที่ 15 ของเดือนถัดไป เช่น ภาษีเดือนมกราคม ยื่นภายใน 15 กุมภาพันธ์
  • ยื่นออนไลน์ผ่านเว็บไซต์สรรพากร (rd.go.th) หรือเคาน์เตอร์สรรพากรได้
  • มีแบบ ภพ.36 สำหรับผู้ประกอบการที่ยื่นภาษีผ่านช่องทางอื่นตามที่กฎหมายกำหนด

4. บทลงโทษหากยื่นช้าหรือยื่นผิด

การยื่นแบบ ภพ.30 ล่าช้ามีค่าปรับตามที่กฎหมายกำหนด และถ้าเสียภาษีไม่ครบจะถูกเรียกเก็บเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือน (เศษของเดือนนับเป็น 1 เดือน) ของภาษีที่ต้องชำระ ดังนั้นการมีระบบเดือนเตือนหรือทีมบัญชีดูแลจึงช่วยลดความเสี่ยงนี้ได้มาก

แนะนำ: ทีมบาลานซ์โปร คอนซัลติ้งดูแลการยื่น ภพ.30 ให้ครบทุกเดือนโดยไม่พลาดกำหนด พร้อมจัดทำรายงานภาษีซื้อ-ภาษีขายให้เรียบร้อย เริ่มต้น 2,500 บาท/เดือน ปรึกษาฟรีครับ